ช้าแต่ชัวร์! TOYOTA เปิดเหตุผลทำไมยังไม่รีบทำ Hilux PHEV เผยห่วง 'น้ำหนักแบต' ทำเสียจุดแข็งสายแบก-สายลากจูง
- EV Cars Thailand

- 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

ในขณะที่ตลาดรถกระบะขุมพลังทางเลือกใหม่เริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ จากการรุกคืบของคู่แข่ง แต่ TOYOTA ยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งกลับเลือกที่จะเดินเกมอย่างระมัดระวัง และยืนยันว่า Hilux PHEV (ปลั๊กอินไฮบริด) จะยังไม่อยู่ในแผนระยะใกล้ในเร็วๆ นี้ โดยให้เหตุผลสำคัญในด้านวิศวกรรมการใช้งานหนักที่แฟนกระบะให้ความสำคัญที่สุด
⚖️ น้ำหนักส่วนเกิน = ขีดความสามารถที่ลดลง
-ความท้าทายหลัก: การเพิ่มระบบระบบขับเคลื่อนแบบ PHEV เข้ามา จะทำให้มวลน้ำหนักรวมของรถเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งจากตัวแบตเตอรี่, มอเตอร์ไฟฟ้า, อินเวอร์เตอร์ และระบบระบายความร้อนแรงดันสูง
-กระทบงานบรรทุกและการลากจูง: น้ำหนักส่วนเกินเหล่านี้จะไปหักลบกับ น้ำหนักบรรทุก (Payload) และ กำลังการลากจูง (Towing Capacity) โดยตรง ซึ่งปกติแล้ว Hilux ดีเซลขึ้นชื่อเรื่องการลากจูงได้สูงสุดถึง 3,500 กิโลกรัม และบรรทุกหนักได้ราว 1 ตัน
ถอดบทเรียนจาก Hilux BEV (ไฟฟ้าล้วน)
-TOYOTA ชี้ให้เห็นตัวอย่างชัดเจนจากรุ่น Hilux BEV (มอเตอร์คู่) ที่มีน้ำหนักแบตเตอรี่ค่อนข้างมาก ส่งผลให้ตัวเลขการลากจูงลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 2,000 กิโลกรัม (ลดลงจากรุ่นดีเซลอย่างเห็นได้ชัด)
-การลากจูงและบรรทุกหนักอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ยังส่งผลต่อการบริหารจัดการความร้อน ความจุของแบตเตอรี่ และความทนทานของระบบส่งกำลัง ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ความอึด ถึก ทน ของตระกูล Hilux ในปัจจุบัน
TOYOTA ไม่ได้ปิดประตูตายสำหรับระบบปลั๊กอินไฮบริด เพียงแต่เลือกที่จะรอให้เทคโนโลยีพัฒนาไปจนถึงจุดที่สามารถรองรับ "งานหนัก" ได้โดยไม่สูญเสียจุดแข็งเดิมของตัวรถ โดยในช่วงนี้ทางค่ายจะยังคงมุ่งเน้นไปที่ขุมพลังดีเซล, ดีเซลไมลด์ไฮบริด 48V, รถไฟฟ้าล้วน (BEV) และขยับไปขุมพลังไฮโดรเจน (FCEV) ในอนาคตแทนครับ
.
ที่มา TOYOTA
.
By Lamud
.










ความคิดเห็น