ยานยนต์ไทยเสียเปรียบ! เปิดปมโครงสร้างภาษีทำไทยเสียเปรียบส่วนต่างแค่ 8% ชดเชยต้นทุนโรงงานไม่ไหว
- EV Cars Thailand
- 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญหน้ากับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ! จากที่เคยเป็น Detroit of Asia ผลิตรถได้ทะลุ 2 ล้านคัน วันนี้ตัวเลขดิ่งลงมาเหลือเพียง 1.46 ล้านคัน สวนทางกับกำลังการผลิตรวมของโรงงานที่มีสูงถึง 3 ล้านคัน เท่ากับว่าปัจจุบันโรงงานในประเทศเดินเครื่องกันไม่ถึง 50% ด้วยซ้ำ
ชำแหละปม "ส่วนต่างภาษี 8%" ที่ทำให้ไทยเสียเปรียบ:
ผู้ประกอบการและซัพพลายเออร์ในประเทศออกมายอมรับว่า โครงสร้างสิทธิประโยชน์ในปัจจุบันกำลังเปิดทางให้ "รถนำเข้าสำเร็จรูป (CBU)" ได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่ารถที่ตั้งใจมาลงทุนประกอบในประเทศ (CKD)
-รถ BEV นำเข้าทั้งคัน: เสียภาษีสรรพสามิต 10% (แถมได้สิทธิอากรขาเข้า 0% จาก FTA อาเซียน-จีน)
-รถ BEV ผลิตในประเทศ: เสียภาษีสรรพสามิต 2%
-ความจริงที่น่ากลัว: ช่องว่างภาษีที่ห่างกันเพียง 8% ไม่เพียงพอและไม่คุ้มค่าที่จะไปชดเชยต้นทุนมหาศาลในการสร้างโรงงาน การจ้างงาน และการลงทุนในซัพพลายเชนในประเทศ เมื่อเทียบกับการนำเข้ารถสำเร็จรูปจากจีนเข้ามาขายตรงๆ
เอฟเฟกต์ลูกโซ่ลามถึง "รถกระบะ" และแรงงานไทย:
ปัญหานี้ไม่ได้กระจุกอยู่แค่ตลาดรถเก๋ง แต่ลามไปถึง "รถกระบะ" ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของอุตสาหกรรมไทยที่มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) สูงกว่า 90% เมื่อยอดขายฝั่งกระบะซบเซา ซัพพลายเออร์และแรงงานไทยจำนวนมากจึงเริ่มแบกรับต้นทุนและค่าใช้จ่ายไม่ไหว
3 ข้อเสนอเร่งด่วนจี้รัฐบาลแก้เกมก่อนสาย:
1.สร้างความเป็นธรรม: ปรับโครงสร้างเพื่อไม่ให้รถนำเข้าได้เปรียบรถผลิตในประเทศเกินไป
2.อุ้มชิ้นส่วนไทย: ส่งเสริมการใช้ Local Content และถ่ายทอดเทคโนโลยีจริงในประเทศ
3.กระตุ้นตลาดในบ้าน: รักษาฐานการผลิตและการจ้างงานของคนไทยให้อยู่รอด หลังหมดมาตรการ EV3 และ EV3.5
นี่ไม่ใช่แค่ศึกศักดิ์ศรีระหว่าง "ค่ายรถญี่ปุ่น หรือ ค่ายรถจีน" แต่เป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลไทยต้องตอบให้ได้ว่า จะรักษาอุตสาหกรรมและซัพพลายเชนที่สร้างมานานหลายทศวรรษไว้ได้อย่างไร ก่อนที่ไทยจะแปรสภาพจาก "ศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค" กลายเป็นแค่ "โชว์รูมขายรถนำเข้า" ในอนาคตครับ
.
By Lamud
.
#อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย






